เวทีพรรคการเมืองขานรับปมสุขภาวะ ดันนโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย พร้อมดึง “กัญชา-กระท่อม” กลับสู่บัญชียาเสพติด ชี้! ขยายเวลาขายเหล้าถึงตี 4 ไม่ก่อประโยชน์ แถมเพิ่มสถิติอุบัติเหตุเมาแล้วขับ เผย! ภาคประชาชนห่วงนโยบาย “หวย” หวั่นมอมเมาประชาชน

วันนี้ (28 ม.ค.2569) ณ ห้องภาณุมาศ ชั้น 10 โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) จัดเสวนา ในหัวข้อ “สื่อมวลชนพบพรรคการเมือง : ถามหานโยบายสุขภาวะเพื่อสังคมยั่งยืน” โดยมีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองสำคัญเข้าร่วมเสวนาฯ และมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมรับฟังฯในครั้งนี้

นายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เวทีนี้ให้คำนิยามสุขภาวะไว้อย่างไร ตนที่เคยดูแลงานด้านความปลอดภัยทางถนนพบเห็นอุบัติเหตุมาเยอะ ล่าสุดก็เพิ่งจะมีอุบัติเหตุร้ายแรง กระทั่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และกรณีรถกระบะขนส่งเด็กนักเรียนเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เหล่านี้ถือเป็นเรื่องของสุขภาวะหรือไม่ ปัญหาความปลอดภัยทางถนนมีหลายมิติและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และอื่นๆ ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องของสุขภาวะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ จำเป็นจะต้องสื่อไปยังประชาชนให้ชัดเจน ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนก็จะต้องสร้างข้อเรียกร้องและตั้งคำถามส่งต่อไปยังทุกพรรคการเมืองเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้

สำหรับพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายเกี่ยวกับการทำชุมชนให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงส่งเสริมวิชาชีพพยาบาลอาสาเพื่อมาดูแลคนกลุ่มนี้ รวมถึงเด็กและคนพิการ อีกปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะก็คือ เรื่องภัยพิบัติและโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นตามมา เหมือนเช่นกรณีน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางข้างต้นอย่างมาก พรรคฯพร้อมดำเนินนโยบายนี้ โดยจัดทำข้อมูลเกี่ยวคนกลุ่มเปราะบาง เพื่อจะได้ดูแลในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นๆ เช่น ปัญหา PM 2.5 ควบคู่ไปกับการวางมาตรการเตือนภัยอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดตั้งกองทุนขึ้นดูแลรับผิดชอบโดยตรง

ส่วนเรื่องที่มาของงบประมาณและวิธีการที่จะดำเนินการตามนโยบายของพรรคฯ นายนิกร ระบุว่า การดูแลปัญหาสุขภาวะที่จะต้องกำหนดนิยามให้ชัดเจน จะปล่อยให้แฉลบไปมาไม่ได้ ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องจะต้องนำเสนอไปยังทุกพรรคการเมือง เพื่อให้ได้เข้ามาส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างระบบ Single Command หรือ “คำสั่งเดียว” เพื่อให้การทำงานตรงตามเป้าหมายและเข้าใจตรงกัน

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาชน ย้ำว่า พรรคฯมี 206 นโยบาย แบ่งเป็น 4 เสาหลัก มอบหมายให้รองหัวหน้าพรรคฯทั้ง 4 คนดูแล แยกย่อยออกเป็น 8 หมวด อาทิ การแพทย์และสาธารณสุข, การศึกษา, การเกษตร, การชลประทาน, การปฏิรูปที่ดิน, สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำ สะท้อนสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ทั้งนี้ มันไม่ได้สะท้อนในเชิงนโยบายของพรรคฯ แต่จะต้องบูรณาทำงานร่วมกันและทำงานข้ามกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิกฤติในปัจจุบันคือการเกิดของเด็กที่ต่ำมาก ขณะที่ผู้สูงอายุมีมากขึ้น หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าในอีก 20-30 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะที่มีผู้สูงวัยมากถึง 1 ใน 3 และการที่เด็กเกิดใหม่มีน้อยเพียง 4 แสนคนต่อปี ได้สร้างปัญหาสัดส่วนโครงสร้างประชากร ทำให้คนในกลุ่มเจนวายกลายเป็น “เดอะแบก” ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม พรรคฯมีนโยบายที่จะดูประชาชน ตั้งแต่เกิดจนตาย สำหรับเด็กเกิดใหม่ จะดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เน้นสร้างคุณภาพชีวิต เพื่อให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ พร้อมกันนี้ จะสนับสนุนให้คุณแม่หลังคลอดได้ขยายเวลาลาคลอดจาก 4 เดือนเป็น 6 เดือน เพื่อให้ทารกได้ดื่มน้ำนมแม่ และอนาคตจะสร้างนโยบาย “แชร์การลาคลอด” กับผู้เป็นพ่อ เพื่อเพิ่มเวลาการลาคลอดให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมให้มีเนิร์ซเซอรี่เพื่อรับช่วงต่อดูแลเด็กวัย 6 เดือนจนถึง 2 ขวบ ควบคู่ไปกับการสร้างผู้ดูแลให้ได้ถึง 1 ล้านตำแหน่ง เพื่อมาดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ พรรคฯมองว่า การจะหาเงินเข้ามาดูแลงานนโยบายด้านสุขภาวะ มาจาก 2 แหล่ง คือ ภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะจากเงินงบประมาณและรายได้ภาษีจากการขยายฐานภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีนิติบุคคล รวมถึงการตัดทอนโครงการที่ไม่สำคัญและจำเป็น จะทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนล้านบาท ในส่วนของวิธีการ พรรคฯมีแนวทางสร้างอาชีพใหม่ คือ Care Keeper โดยเปิดโอกาสให้ อสม. ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะ ได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพื่อดูแลคนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งตั้งเป้าจะสร้างงานใหม่ให้ได้ถึง 2 ล้านตำแหน่ง

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองประธานคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร, ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โลกในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ไม่ตรงไปตรงมา ทำให้เข้าใจได้ยากขึ้นและไม่ง่ายต่อการจะรับมือ การทำนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค เมื่อปี 2544 จนถึงวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก ดังนั้น พรรคจะเน้นใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI มาช่วยดูแลและรักษาอาการเจ็บของคนไทย ใครที่เจ็บป่วยไม่มาก สามารถไปพบเภสัชกรเพื่อรับคำปรึกษาและยา โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ปัจจุบัน AI ได้เข้ามาช่วยในเรื่องงานเอกสาร วิเคราะห์อาการเจ็บป่วย และอื่นๆ

ในส่วนของปัญหาสุขภาวะ ทุกวันนี้ AI ช่วยให้เราเข้าใจคนไทยได้ดีขึ้น สามารถจะวิเคราะห์พฤติกรรมและการใช้ชีวิต เพื่อนำมาใช้วางแผนดูแลด้านสุขภาวะและสุขภาพที่ดี อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยแพทย์ในการวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในบั้นปลายได้ที่บ้าน จนถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง

“จุดเริ่มต้นของนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค มันเหมือนภูเขาน้ำแข็ง เพราะไม่มีเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง เพราะเราเริ่มจากงบประมาณรายหัวมาก่อน อย่างไรก็ตาม การนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดความแออัดของการเดินทางมารักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้สถานพยาบาลและผู้ป่วยได้มีข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาพยาบาล เพื่อการวางแผนดูแลสุขภาพที่ดีและสุขภาวะของตัวเอง” นพ.สุรพงษ์ กล่าว

ด้าน นพ.ชลภัฏ จาตุรงคกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตนขอโฟกัสหัวข้อเสวนาไปที่ความยั่งยืน และความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ตัวคนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ พรรคฯได้เน้นการลงทุนไปที่ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในส่วนของการลาคลอด จะอนุญาตให้แม่ลาคลอดได้ 6 เดือน จากนั้น จะเปิดโอกาสทำให้งานออนไลน์เพื่อเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านได้ ขณะเดียวกัน จะจัดสร้างเนิร์ซเซอรี่ใกล้ที่ทำงาน ทั้งนี้ พรรคฯมีนโยบายมากมายที่ไม่สามารถจะพูดได้ครบในเวทีนี้ พร้อมยกตัวอย่างนโยบาย “บุฟเฟ่ต์ทางการศึกษา” เปิดโอกาสให้สามารถเลือกเรียนวิชาที่สนใจเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ โดยยังคงหลักสูตรที่สำคัญเช่นเดิม ทั้งนี้ เมื่อเรียนจบจะได้ทำงานตรงตามที่เลือกเรียน
พร้อมกันนั้น จะส่งเสริมการจัดตั้งกองทุน “เฮลท์ อินชัวรัน” รองรับการรักษาพยายาม แม้กระทั่ง การสมัครใช้บริการฟิตเนส รายจ่ายที่เกิดขึ้นสามารถจะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจะได้ดูแลสุขภาพและสร้างสุขภาวะที่ดีของคนไทย นอกจากนี้ จะส่งเสริมการกระจายอำนาจ และช่วยให้ อสม.ทั่วประเทศได้รับการยกระดับขึ้นมาเป็นผู้ดูแลคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย รวมถึงการดูแลบุคคลากรทางการแพทย์ ทั้งเรื่องผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดี
“นอกจากเรื่องคน ยังมีเรื่องของเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงเรื่องนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคฯให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ แม่และเด็ก จำเป็นจะต้องมีแพลตฟอร์มมาดูแล ซึ่งพรรคฯมีแผนจะทำ Health Link เพื่อมาดูแลคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนไทย” นพ.ชลภัฏ กล่าว
ส่วน นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ลำดับที่ 2 พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า วันนี้เราจะต้องปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะ การส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล, ระบบการชำระเงินค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ดังนั้น จำเป็นจะต้องกระจายการดูแลด้านสาธารณสุขไปยังท้องถิ่น ทั้งเรื่องงบประมาณและการดูแลคนกลุ่มเปราะบาง แม้ว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น AI เป็นสิ่งจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คนยังคงจำเป็นจะต้องดูแลตนเองอยู่ดี และ AI จำเป็นจะต้องใส่ความเมตตาลงไปด้วย
ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากแนวโน้มเด็กเกิดใหม่มีน้อย ขณะที่ผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้นและมีอายุยืนยาวมากขึ้น เชื่อว่าอนาคตในอีก 60 ปีข้างหน้า คนไทยจะเหลือเพียง 33 ล้านคน ซึ่งนโยบายการดูแลคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือคนพิการ จำเป็นจะต้องปรับให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงให้มากขึ้น
“ปัญหาที่พบกับสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ คือ ปัญหาผลตอบแทนที่แพทย์ได้รับ และข้อเสนอจากโรงพยาบาลเอกชน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายจากสถานพยาบาลเดิม จนบางพื้นที่เกิดความขาดแคลน แม้กระทั่ง โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ยังสร้างปัญหา “ตกปลาในบ่อเพื่อน” ดึงเอาแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลท้องถิ่นไปทำงาน โดยเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า สร้างปัญหาความไม่เพียงพอของแพทย์และพยาบาลในต่างจังหวัด” นายแพทย์ทศพร กล่าว
ในช่วงการถามตอบ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของบุหรี่ไฟฟ้า การจำหน่ายสุรา ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะกัญชาและใบกระท่อม ทั้งนี้ ตัวแทนพรรคการเมืองส่วนใหญ่ตอบตรงกัน พร้อมจะดูแลปัญหาดังกล่าว โดยในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต และห้ามจำหน่าย ทั้งนี้ หากกฎหมายเปิดช่องให้กรมศุลกากรทำลายของกลางที่จับกุมได้ และไม่มีผู้แสดงความเป็นเจ้าของ ก็ให้ดำเนินการได้ทันที สำหรับกัญชาและใบกระท่อม พรรคการเมืองพร้อมจะนำกลับเข้าสู่บัญชีบัญชียาเสพติดให้โทษ
ส่วนประเด็นการจำหน่ายสุรา จากงานวิจัยที่ระบุว่า การจำกัดเวลาขายช่วง 14.00 – 17.00 น. มีผลต่อยอดขาย และอุบัติเหตุจากการดื่มสุราบนท้องถนนลดลงอย่างมาก ขณะที่นโยบายขยายเวลาการจำหน่ายในบางพื้นที่นำร่อง จนถึงช่วงเวลา 04.00 น. พบว่า ไม่เพียงไม่เพิ่มยอดขาย แต่ยังก่อให้เกิดอุบัติบนท้องถนน จากการเมาแล้วขับ ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นควรให้ยกเลิกแนวคิดดังกล่าว นอกจากนี้ ในฝั่งของเครือข่ายภาคประชาชน มีข้อเสนอที่แสดงถึงความเป็นห่วงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายหวยประเภทต่างๆ โดยเกรงจะเป็นการมอบเมาประชาชนมากเกินไปหรือไม่
ก่อนหน้านี้ นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธาน มสส. กล่าวเปิดงานเสวนาครั้งนี้ โดยระบุว่า แม้ทุกพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่ดี แต่สุดท้ายจะต้องพิจารณาถึงผลลัพท์ที่เกิดขึ้น ด้วยการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย เพื่อมีสุขภาวะที่ดี รวมถึงรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับการคุ้มครอง รวมถึงพิทักษ์สิทธิและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยและทุกเพศ โดยเฉพาะคนกลุ่มเปราะบาง