มสส.-สสส.-ศวปถ.ผนึกเครือข่ายพลังสังคม ถอดบทเรียนสงกรานต์ 2569 อุบัติเหตุลดแต่ความรุนแรงเพิ่ม เด็ก-เยาวชน-วัยทำงานเสี่ยงสูงสุด เผย 38% ผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว เหตุส่วนใหญ่เกิดใกล้บ้านระยะ 2-10 กม. แอลกอฮอล์รุกพื้นที่เล่นน้ำ เสนอจัดโซนนิ่ง “สงกรานต์ปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์” ดันเป็นวาระแห่งชาติรณรงค์ตลอดปี

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 เม.ย. 2569 ที่ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพมหานคร มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุม โฟกัส กรุ๊ป (Focus Group) ในหัวข้อ ถอดบทเรียน “อุบัติเหตุสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงาน” โดยมี นายวีระศักดิ์ ขอบเขต ผู้ประกาศข่าว ช่อง 11 NBT เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน ได้เห็นบทบาทของ สสส. ในการริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้น และสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพทุกมิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงสุขภาพจากการดื่มแอลกอฮอล์และความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสำคัญ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ปี 2558-2568 หรือ 11 ปีที่ผ่านมา คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจำนวน 190,289 ราย หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 19,000 ราย โดยวัยหนุ่มสาวอายุ 19-29 ปีเสียชีวิตสะสมสูงสุด ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 2,834 รายในปี 2558 เป็น 4,307 รายในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 51.8%

“หากนับเฉพาะเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ย้อนหลัง 12 ปี (2558-2569) พบว่า เทศกาลสงกรานต์มีผู้เสียชีวิตรวม 3,768 ราย บาดเจ็บ 30,802 คน และเทศกาลปีใหม่เสียชีวิตรวม 4,492 ราย บาดเจ็บ 36,721 คน รวมทั้งสองเทศกาลมีผู้เสียชีวิต 8,260 ราย และบาดเจ็บ 67,523 คน ส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ขาดรายได้ และต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากสูญเสียประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2567-2568 ลดลงรวม 101,360 คน เมื่อเทียบกับปี 2566ดังนั้น การสื่อสารรณรงค์และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเพื่อลดความสูญเสีย ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 365 วัน ไม่ใช่เฉพาะช่วง 7 วันอันตราย” นายวิเชษฐ์ กล่าว

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่าข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุช่วงสงกรานต์โดย ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 เทียบกับปี 2568 ว่า แม้ราคาน้ำมันแพงแต่การเดินทางเพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่อุบัติเหตุรวม 1,242 ครั้ง ลดลง 19.25% ผู้บาดเจ็บ 1,200 คน ลดลง 19.75% และเสียชีวิต 242 ราย ลดลง 4.35% อย่างไรก็ตาม ดัชนีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยจากอุบัติเหตุ 100 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 16 คน เป็น 19.48 คน โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ จ.แพร่ 48 ครั้ง และมีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 50 คน ขณะที่กรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตสะสมมากที่สุด 21 ราย รองลงมาคือ จ.ปทุมธานี 12 ราย สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ ได้แก่ ขับรถเร็ว 40.65% ตัดหน้ากระชั้นชิด 25.20% และดื่มแล้วขับ 24.39% พฤติกรรมเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย โดย 55.00% ไม่สวมหมวกนิรภัย รองลงมาคือขับรถเร็ว 25.71% และดื่มแล้วขับ 18.57% ประเภทรถที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ 64.55% รองลงมารถกระบะ 15.34% จุดเกิดเหตุ 47.15% เป็นถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 44.72% เป็นถนนกรมทางหลวง โดย 87.80% เกิดบนถนนทางตรง

“ก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2 วัน มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 102 ราย เมื่อเจาะลึกด้านเพศและวัย พบว่า 67.86% เป็นเพศชาย กลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือเด็กและเยาวชน 0–24 ปี (23.57%) รองลงมาคือวัยทำงาน 20–29 ปี (22.14%) ข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ระบุว่า 38% ของผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว และอีก 62% เป็นสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ ยังพบว่า 83% เสียชีวิตในพื้นที่ตำบลหรืออำเภอของตนเอง และ 88% เสียชีวิตบนเส้นทางประจำ โดย 32% เสียชีวิตในระยะ 2–5 กิโลเมตรจากบ้าน และ 29% ในระยะ 6–10 กิโลเมตร สอดคล้องกับข้อค้นพบว่า ‘ใกล้บ้านไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่มีใบขับขี่’ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน เสนอให้สื่อมวลชนสร้างมิติใหม่ของการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเล่าประสบการณ์จริงหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมแสวงหาแนวร่วมใหม่ ๆ ในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนน”นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม กล่าวว่า แม้ภาพรวมอุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงในพื้นที่เล่นน้ำยังน่ากังวล เนื่องจากขาดการจัดระเบียบ และถูกแทรกซึมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ “คนเมาเต็มถนน” โดยพบว่าธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขยายตัวเข้าสู่พื้นที่เล่นน้ำทั้งแบบ Zoning และ Non-Zoning เช่น ถนนที่มีการปิดเล่นน้ำ และพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ทำให้เกิดการดื่มตลอดวัน กลายเป็นแหล่งผลิตคนเมาลงสู่ท้องถนน เพิ่มความเสี่ยงต่อการทะเลาะวิวาททั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งพื้นที่ต้นแบบ “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเหล้าก็สนุกได้ เช่น สีลม สยาม ถนนข้าวหอมมะลิ ถนนข้าวเม่ามหาสารคาม รวมถึงพื้นที่ภาคเอกชน เช่น ศูนย์การค้าไลม์ไลท์ ภูเก็ต ที่จัดงาน “สงกรานต์โนแอล (No Alcohol)” ที่จัดต่อเนื่องปีที่ 12 และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
“ขอเสนอ 3 แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ 1. ให้ชุมชนร่วมกำหนดและขยายพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัยเป็นกติกาสังคม 2. จัดช่องทางพิเศษสำหรับรถฉุกเฉินในพื้นที่เล่นน้ำขนาดใหญ่ 3. ส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม เช่น งานสงกรานต์สังขละบุรี ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ และพิธียอสวยไหว้สาที่เชียงใหม่ แทนการเน้นดื่มแอลกอฮอล์” นายวิษณุ กล่าว